การบริจาคอวัยวะไม่ใช่เรื่องของอวัยวะชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมอวัยวะสำคัญหลายชนิดที่ช่วยชีวิตผู้ป่วย และเนื้อเยื่ออีกหลายประเภทที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิต การทำความเข้าใจว่าอวัยวะแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไรและช่วยใครได้บ้าง จะช่วยให้เห็นภาพรวมของผลกระทบจากการบริจาค
บทความนี้จะอธิบายอวัยวะและเนื้อเยื่อหลักๆ ที่สามารถบริจาคได้ ตั้งแต่ไต ตับ หัวใจ ปอด ตับอ่อน และลำไส้ ไปจนถึงกระจกตา กระดูก เอ็น ลิ้นหัวใจ และผิวหนัง พร้อมคำอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับหน้าที่และผู้ที่ได้รับประโยชน์
ไต: อวัยวะที่บริจาคได้บ่อยที่สุด
ไตเป็นอวัยวะรูปคล้ายเมล็ดถั่ว ขนาดประมาณกำปั้น ทำหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดเพื่อสร้างเป็นปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ไตวายเรื้อรังจะไม่สามารถกำจัดของเสียได้เองและต้องฟอกเลือดอย่างต่อเนื่อง
การบริจาคไตสามารถทำได้ทั้งจากผู้มีชีวิต (ให้ข้างใดข้างหนึ่ง) และผู้บริจาคหลังสมองตาย (ให้ทั้งสองข้าง) ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตสามารถหยุดฟอกเลือดและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ อวัยวะนี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน 24-36 ชั่วโมง
ตับ: อวัยวะที่สามารถงอกใหม่และแบ่งส่วนได้
ตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา ทำหน้าที่สร้างโปรตีน กำจัดสารพิษ ผลิตน้ำดีช่วยย่อยอาหาร และเก็บพลังงาน ผู้ป่วยตับวายหรือตับแข็งระยะสุดท้ายจำเป็นต้องได้รับการปลูกถ่ายเพื่อความอยู่รอด
การบริจาคตับสามารถทำได้จากผู้มีชีวิต (ให้ตับบางส่วนประมาณ 30-40%) และผู้บริจาคหลังสมองตาย (ให้ทั้งชิ้น) เนื่องจากตับมีความสามารถในการงอกใหม่ ทั้งส่วนที่เหลือในตัวผู้บริจาคและส่วนที่ปลูกถ่ายจะขยายขนาดกลับมาใกล้เคียงเดิม ตับสามารถเก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 8-12 ชั่วโมง
หัวใจ: อวัยวะวิกฤตที่ต้องปลูกถ่ายอย่างเร่งด่วน
หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและเครื่องมือช่วยอาจต้องรอการปลูกถ่ายหัวใจ
หัวใจสามารถบริจาคได้จากผู้บริจาคหลังสมองตายเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์มีหัวใจเพียงดวงเดียวและไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีหัวใจ หัวใจมีระยะเวลาเก็บรักษาสั้นที่สุดเพียง 4-6 ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนและสารอาหารอย่างต่อเนื่อง
ปอด: การบริจาคและการปลูกถ่ายที่ซับซ้อน
ปอดเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ รับออกซิเจนจากอากาศและส่งคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังระยะสุดท้าย เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคพังผืดในปอด อาจต้องได้รับการปลูกถ่าย
ปอดสามารถบริจาคได้จากผู้บริจาคหลังสมองตายเท่านั้น และสามารถบริจาคเป็น 2 ข้างเพื่อช่วยผู้ป่วย 2 รายได้ (ปอดซ้ายและขวา) ปอดมีระยะเวลาเก็บรักษาประมาณ 4-6 ชั่วโมง เนื่องจากเนื้อเยื่อปอดบอบบางและไวต่อการขาดเลือด
ตับอ่อน: ช่วยผู้ป่วยเบาหวานชนิดรุนแรง
ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินและเอนไซม์ย่อยอาหาร ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากมาก หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจได้รับการปลูกถ่ายตับอ่อน
การปลูกถ่ายตับอ่อนมักทำร่วมกับการปลูกถ่ายไตในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายจากเบาหวาน ตับอ่อนสามารถบริจาคจากผู้บริจาคหลังสมองตายเป็นหลัก มีระยะเวลาเก็บรักษาประมาณ 12-18 ชั่วโมง
ลำไส้: กรณีพิเศษสำหรับผู้ป่วยลำไส้ล้มเหลว
ลำไส้เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารจากอาหาร ผู้ป่วยที่ลำไส้ล้มเหลวและไม่สามารถรับอาหารทางปากหรือทางหลอดเลือดดำได้อาจต้องรับการปลูกถ่ายลำไส้
การปลูกถ่ายลำไส้เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนและพบได้น้อยกว่าอวัยวะอื่นๆ ส่วนใหญ่ทำในผู้ป่วยเด็กที่มีลำไส้สั้นแต่กำเนิด หรือผู้ป่วยที่สูญเสียลำไส้จากการผ่าตัด ลำไส้สามารถบริจาคจากผู้บริจาคหลังสมองตายเท่านั้น
กระจกตา: การบริจาคเนื้อเยื่อที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็น
กระจกตาเป็นเนื้อเยื่อใสที่อยู่ด้านหน้าของดวงตา ทำหน้าที่รวมแสงเข้าสู่ดวงตา ผู้ป่วยที่กระจกตาขุ่นหรือผิดรูปจากการติดเชื้อ อุบัติเหตุ หรือโรคประจำตัวจะสูญเสียการมองเห็น
การปลูกถ่ายกระจกตาช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง กระจกตาสามารถบริจาคจากผู้บริจาคหลังสมองตาย และสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 14 วัน ทำให้การจัดสรรไม่ต้องเร่งรีบ อัตราความสำเร็จของการปลูกถ่ายกระจกตาสูงมาก (มากกว่าร้อยละ 90)
กระดูก เอ็น และลิ้นหัวใจ: เนื้อเยื่อที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย
เนื้อเยื่อเหล่านี้ไม่ช่วยชีวิตโดยตรง แต่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย
กระดูก: กระดูกจากผู้บริจาคใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ข้อสะโพก หรือซ่อมแซมกระดูกที่สูญเสียไปจากอุบัติเหตุหรือมะเร็ง ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
เอ็นและเส้นเอ็น: ใช้ในการผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นไขว้เข่า เอ็นข้อไหล่ และเอ็นอื่นๆ ที่ฉีกขาด ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวและเล่นกีฬาได้อีกครั้ง
ลิ้นหัวใจ: ลิ้นหัวใจจากผู้บริจาคใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือลิ้นหัวใจเสื่อม มีข้อดีคือผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดตลอดชีวิต
ผิวหนัง: การปกป้องร่างกายจากแผลขนาดใหญ่
ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อและรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ผู้ป่วยที่ถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงหรือมีแผลขนาดใหญ่จะสูญเสียผิวหนังส่วนใหญ่ไป
การปลูกถ่ายผิวหนังจากผู้บริจาคช่วยปิดแผลชั่วคราว ป้องกันการติดเชื้อและลดการสูญเสียน้ำ จนกว่าผิวหนังของผู้ป่วยเองจะงอกใหม่ ผิวหนังสามารถบริจาคจากผู้บริจาคหลังสมองตายและเก็บรักษาไว้ได้หลายเดือน
