How to Become a Living Organ Donor

การบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิต (Living Organ Donation) คือการตัดสินใจให้อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายแก่ผู้ป่วยที่ต้องการปลูกถ่าย โดยผู้บริจาคยังคงมีชีวิตอยู่ก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัด การบริจาครูปแบบนี้มีความพิเศษกว่าการบริจาคหลังเสียชีวิต เพราะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องรอคอยอวัยวะจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี บทความนี้จะอธิบายกระบวนการในการเป็นผู้บริจาคอวัยวะขณะมีชีวิต ตั้งแต่คุณสมบัติเบื้องต้น ไปจนถึงขั้นตอนการประเมินและข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

อวัยวะที่สามารถบริจาคได้ขณะมีชีวิต

อวัยวะที่สามารถบริจาคได้จากผู้มีชีวิตมีข้อจำกัดมากกว่าการบริจาคหลังเสียชีวิต เนื่องจากผู้บริจาคต้องสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยปราศจากอวัยวะนั้น อวัยวะหลักที่สามารถบริจาคได้คือ ไต 1 ข้าง เพราะมนุษย์มีไต 2 ข้างและสามารถอยู่ได้อย่างปกติด้วยไตเพียงข้างเดียว และ ตับบางส่วน ประมาณ 30-40% ของตับทั้งหมด เนื่องจากตับมีความสามารถในการงอกใหม่ (Regeneration) ทั้งในตัวผู้บริจาคและผู้รับ

ในบางกรณีที่พบได้น้อยมาก อาจมีการบริจาคตับอ่อนบางส่วนหรือปอดกลีบเดียว แต่การดำเนินการเหล่านี้มีความซับซ้อนและความเสี่ยงสูงกว่า

คุณสมบัติของผู้บริจาคที่มีชีวิต

การเป็นผู้บริจาคที่มีชีวิตต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกที่เคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับ

ความสัมพันธ์กับผู้รับ: ในประเทศไทย ผู้บริจาคที่มีชีวิตต้องมีความสัมพันธ์กับผู้รับในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ได้แก่ เป็นญาติทางสายเลือด เช่น พ่อ แม่ ลูก พี่น้องร่วมบิดามารดา ลุง ป้า น้า อา หรือลูกพี่ลูกน้อง เป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและอยู่กินกันอย่างเปิดเผยมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี (ยกเว้นหากมีบุตรด้วยกัน) เอกสารที่ใช้ยืนยันความสัมพันธ์ ได้แก่ ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือรับรองการสมรส

คุณสมบัติทางสุขภาพ: ผู้บริจาคต้องมีอายุระหว่าง 18-60 ปี ต้องมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจ หรือโรคมะเร็ง อวัยวะที่จะบริจาคต้องทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะไตที่จะบริจาคต้องมีอัตราการกรองของเสีย (GFR) อยู่ในเกณฑ์ดี และตับต้องไม่มีภาวะไขมันพอกตับหรือพังผืด ผู้บริจาคต้องไม่มีโรคติดเชื้อร้ายแรงที่สามารถแพร่ไปยังผู้รับได้ เช่น เอชไอวี หรือไวรัสตับอักเสบบีและซี

กระบวนการประเมินผู้บริจาค

กระบวนการประเมินผู้บริจาคที่มีชีวิตมีความละเอียดและใช้เวลานาน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริจาคพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักประวัติสุขภาพส่วนตัวและครอบครัว ตรวจร่างกายทั่วไป วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก และประเมินภาวะโภชนาการ รวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือดเพื่อหากลุ่มเลือดและความเข้ากันได้ทางเนื้อเยื่อ (HLA)

การตรวจภาพทางการแพทย์: สำหรับผู้บริจาคไต จะมีการทำ CT Scan หรือ MRI เพื่อดูหลอดเลือดและโครงสร้างของไต เพื่อเลือกข้างที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดในการผ่าตัด สำหรับผู้บริจาคตับ จะมีการทำ CT Scan เพื่อคำนวณปริมาตรตับและประเมินสัดส่วนที่จะให้

การประเมินทางจิตใจ: ผู้บริจาคจะถูกสัมภาษณ์โดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก เพื่อประเมินความเข้าใจในกระบวนการ ความคาดหวัง แรงจูงใจ และความพร้อมทางอารมณ์ รวมถึงการประเมินว่ามีการถูกบีบบังคับให้บริจาคหรือไม่

การอนุมัติ: หลังจากผ่านการประเมินทั้งหมด คณะกรรมการพิจารณาการปลูกถ่ายอวัยวะของโรงพยาบาลจะอนุมัติการบริจาค และต้องได้รับความยินยอมจากศูนย์บริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย

ความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้บริจาค

การบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตมีความเสี่ยงทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่ผู้บริจาคควรรับทราบอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจ

ความเสี่ยงระยะสั้น (ระหว่างและหลังผ่าตัด): ความเสี่ยงจากการวางยาสลบ, การตกเลือดหรือการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด, อาการปวดแผลผ่าตัด, และภาวะแทรกซ้อนเฉพาะ เช่น การรั่วของน้ำดี (กรณีตับ) โดยอัตราเสียชีวิตจากการผ่าตัดบริจาคไตอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3,000 ราย และสำหรับการบริจาคตับประมาณ 1 ใน 500 ถึง 1 ใน 1,000 ราย

ความเสี่ยงระยะยาว (หลังพักฟื้น): ผู้บริจาคไตมีความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป แต่ส่วนใหญ่ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ต้องฟอกไต ผู้บริจาคตับมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตับในระยะยาวน้อยมาก เนื่องจากตับงอกใหม่ได้เต็มที่

การแสดงเจตนาและขั้นตอนทางกฎหมาย

หากผู้บริจาคตัดสินใจและผ่านการประเมินแล้ว ขั้นตอนทางกฎหมายจะช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้บริจาค

หนังสือยินยอม: ผู้บริจาคต้องลงนามในหนังสือยินยอมโดยสมัครใจ ต่อหน้าพยาน และมีการสอบสวนจากคณะกรรมการอิสระเพื่อยืนยันว่าไม่มีการบังคับหรือแลกเปลี่ยนเงินตรา ซึ่งการซื้อขายอวัยวะเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด

เอกสารที่ต้องใช้: บัตรประจำตัวประชาชนหรือพาสปอร์ต, ทะเบียนบ้านที่แสดงความสัมพันธ์กับผู้รับ, หนังสือรับรองการสมรส (กรณีคู่สมรส), และผลการตรวจสุขภาพและเอกสารอื่นๆ ตามที่แพทย์กำหนด

การแจ้งข้อมูลด้านการเงิน: ทุกฝ่ายต้องรับทราบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการผ่าตัดและการดูแลหลังการผ่าตัด ซึ่งประกันสุขภาพอาจไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้

การเป็นผู้บริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตเป็นการตัดสินใจที่ต้องอาศัยข้อมูลครบถ้วนและความเข้าใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่คุณสมบัติและความสัมพันธ์กับผู้รับ กระบวนการประเมินที่ละเอียด ไปจนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทีมสหสาขาวิชาชีพจะช่วยให้ผู้บริจาคตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

TOP